Thursday, 14 July 2016

ประวัติครูบาชุม 2

หลวงพ่อได้อธิบายว่า การศึกษาสมัยเก่านั้นต้องจดต้องจำต้องท่องบ่นทั้งนั้น ต้องอาศัยสมองจดจำจึงจะสามารถอ่านแปลพระไตรปิฎกอันเป็นความรู้หลักใหญ่ของ พระศาสนา ซึ่งเป็นคำสั่งสอนของ
พระพุทธเจ้าได้ทันที หลวงพ่อได้กล่าวว่า คุณธรรมที่ยกย่องว่ารู้หนังสือดีนั้น คือรู้ภาษาบาลี จนสามารถอ่านประไตรปิฎกได้ถ่องแท้ และต้องอ่านพระไตรปิฎกครบหมดทุกคัมภีร์ จึงจะนับว่าเป็นผู้รู้หนังสือดี
เมื่อหลวงพ่อได้ศึกษาเล่าเรียนด้านคันถธุระแปลหนังสือได้ดีแล้ว จึงได้เดินทางกลับวัดวังมุยเมื่ออายุครบ ๒๐ ปีบริบูรณ์ ได้ทำการอุปสมบทเป็นพระภิกษุที่วัดวังมุย โดยมีครูบาอินตาเป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์หมื่นเป็นพระกรรมวาจาจารย์พระอาจารย์หลวงอ้ายเป็นพระอนุสาวนา จารย์ ได้ฉายาว่า “โพธิโก” หลังจากที่อุปสมบทเสร็จเป็นพระภิกษุสงฆ์แล้ว ด้วยใจฝักใฝ่ในพระธรรมคำสั่งสอน หลวงพ่อได้ออกเดินทางศึกษาหาความรู้ในด้านพระกัมมัฏฐานต่อไปอีก เป็นการปฏิบัติทางด้านวิปัสสนาธุระ ซึ่งเป็นการศึกษาอีกประการหนึ่งที่ควบคู่กับด้านคันถธุระหลวงพ่อได้กล่าวว่า กิจของภิกษุและสามเณรก็คือการหมั่นศึกษาในสองประการนี้ หลวงพ่อได้ตั้งใจศึกษาด้านวิปัสสนากัมมัฎฐาน เพื่อชำระจิตใจตัวเองให้บริสุทธิ์หลุดพ้นจากกิเลส อันจะยังให้เกิดสมาธิเบื้องสูงซึ่งเป็นภาระหนักมาในการเพียรพยายาม นอกจากนั้นหลวงพ่อยังได้สนใจศึกษาศาสตร์ทางวิชาอาคมขลัง และการพิชัยสงครามอีกด้วย


๓ ด้วยความตั้งใจอันแน่วแน่เพื่อเสริมสร้างบารมีและแผ่เมตตาแก่สรรพสัตว์ทั้ง ปวงให้หลุดล่วงพ้นทุกข์ หลวงพ่อจึงได้ศึกษาต่อที่วัดท้าวบุญเรือง ต.หนองควาย อ.หางดง จ.เชียงใหม่ โดยมีท่านครูบาสุริยะเป็นพระอาจารย์ ได้ศึกษาสาตาสนธิทั้งแปดมรรค แปดบท อันเป็นอรรถคาถาบาลี มูลกัจจายจนจบ สามารถแปลและผูกพระคาถาได้หมดสิ้น อันเป็นพื้นฐานที่พระพุทธองค์ทรงทราบโดยตรัสรู้ เมื่อได้ศึกษาจบแล้วหลวงพ่อได้ไปศึกษาต่อกับครูบาศรีวิชัย วัดร้องแหย่ง อ.หางดง จ.เชียงใหม่ ผู้เป็นพระอาจารย์วิปัสสนากัมมัฎฐานและเป็นพระปฏิบัติธรรมที่มีชื่อเสียง โด่งดังในยุคนั้นขณะนั้นท่านครูบาศรีวิชัยองค์นี้มีอายุถึง 70 ปี ยังแข็งแรง มีผิวพรรณสดใจ มีปฏิปทาแห่งความเมตตามากผู้หนึ่ง หลวงพ่อได้รับการถ่ายทอดอาคมไสยเวทย์ และการฝึกกระแสจิตพร้อมกันไปในตัวโดยได้อยู่ศึกษาอบรมเป็นเวลาถึง 2 พรรษา ในขณะที่อยู่ปรนนิบัติ และศึกษากับท่านครูบาศรีวิชัยวัดร้องแหย่งอยู่นั้น ท่านครูบาศรีวิชัยแห่งวัดบ้านปาง อ.ลี้ จ.ลำพูน ได้มาเยี่ยมเยียนสักการะท่านครูบาศรีวิชัยวัดร้องแหย่งอยู่เสมอ ทุกครั้งที่มาเยี่ยมก็จะมีของมาถวายท่านเสมอ บางครั้งได้อยู่ค้างแรมร่วมสวดมนต์ทำวัตร


และปฏิบัติกัมมัฎฐานด้วยและเห็นว่าท่านครูบาศรีวิชัยวัดร้องแหย่งมากเมื่อ หลวงพ่อได้ได้ศึกษาสำเร็จและมีความชำนาญเชี่ยวชาญดีแล้ว จึงได้กราบลาพระอาจารย์ออกเดินทางค้นคว้าศึกษาหาวิชาต่อไปอีก ต่อมาหลวงพ่อชุ่มก็ได้เข้าศึกษาต่อกับครูบาแสน วัดหนองหมู อ.เมือง จ.ลำพูน ซึ่งเป็นพระอาจารย์ผู้เชียวชาญด้านวิปัสสนากัมมัฎฐานสำนักใหญ่ในจังหวัด มีลูกศิษย์มากมายเป็นผู้ม่ความรู้สูง เป็นนักปฏิบัติที่เคร่งครัดมาก หลวงพ่อได้ศึกษาอยู่ที่สำนักนี้ ได้รับการถ่ายทอดวิชาทุกแขนงจากท่านครูบาแสน จนครบทุกอย่างหลวงพ่อได้กล่าวว่า ได้มีโอกาสทบทวนวิชาที่ได้ร่ำเรียนมาแล้ว พร้อมกับฝึกฝนศึกษาวิปัสสนากัมมัฎฐานและพุทธาคม โดยพระอาจารย์ที่ชำนาญในด้านนี้ควบคุมกันแล้ว ทำให้เกิดความชำนาญมากยิ่งขึ้น มีพรหมวิหารธรรม และพลังเมตตากล้าแข็งมากยิ่งขึ้น ด้วยความเคารพนับถือครูบาแสนซึ่งเป็นผู้มีพระครูณยิ่งที่ได้ช่วยแนะนำ ชี้แจง ช่วยเหลือจนมีความชำนาญ หลวงพ่อได้อยู่ปรนนิบัติวัตรฐากท่านผู้เป็นอาจารย์เป็นเวลานานถึง 2 ปี จึงได้กราบลาพระอาจารย์กลับวัดวังมุย

หลวงปู่ครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโก๔
เมื่อการกลับมาของหลวงพ่อได้ทราบถึงเจ้าคุณพระญาณมงคล เจ้าคณะจังหวัดลำพูน ท่านได้เรียกหลวงพ่อเข้าพบสอบความเป็นไปต่างๆ และการศึกษา หลวงพ่อได้เรียนให้ทราบทั้งหมดตามที่ได้ศึกษามา เจ้าคณะจังหวัดได้ทราบโดยละเอียดแล้วก็เกิดความยินดี และขอให้หลวงพ่อไปศึกษาต่อยังกรุงเทพฯ โดยทางจังหวัดจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด เพื่อกลับมาจะได้ให้เป็นผู้สอนของจังหวัด หลวงพ่อไม่ยอมไปโดยอ้างเหตุผลว่ายังต้องการศึกษาด้านธุดงค์วัตรต่อไปอีก และตั้งแต่นั้นมาเมื่อเจ้าคุณมีกิจธุระ ก็มักจะเรียกหลวงพ่อไปเป็นที่ปรึกษาอยู่ตลอดเวลา ให้เป็นเลขาประจำติดตามใกล้ชิดเสมอ โดยมอบหน้าที่การงานและพิธีการต่างๆให้หลวงพ่อเป็นผู้จัดเองทั้งหมด เจ้าคณะจังหวัดได้แต่ตั้งมอบสมณศักดิ์ชั้นพระครูให้ หลวงพ่อปฏิเสธไม่ยอมรับเอา ต่อมาหลวงพ่อเกิดความเบื่อหน่ายในสิ่งจำเจทุกเมื่อเชื่อวัน อีกทั้งเป็นการไม่เหมาะสมกับหลวงพ่อผู้ถือการปฏิบัติเป็นวัตรต้องการความสงบ วิเวก จึงได้ตัดสินใจออกธุดงค์วัตรเพื่อหาความสงบวิเวก จึงได้ตัดสินใจออกธุดงค์วัตรเพื่อหาความสงบบำเพ็ญพรต โดยได้จาริกไปยงอำเภอลี้ซึ่งเป็นหมู่บ้านชาวลัวะ, ยาง, กระเหรี่ยง, ได้ อบรมธรรมเทศนาธรรมโปรดพวกเขาจนมีศานะศิษย์มากมาย

No comments:

Post a Comment