Monday, 25 July 2016

ประวัติครูบาชุ่ม 4

หลวงปู่ครูบาเจ้าชุ่ม โพธิโก
ถวาย หลวงพ่อได้จัดมอบให้คณะกรรมการสุสานจัดทำสาธารณะประโยชน์ทั้งหมดโดยได้มีการ จัดสร้างสะพานยาว ๒๕ วา ๒ ศอก กว้าง ๘ ศอก ใช้เวลาก่อสร้าง ๓ เดือน จึงแล้วเสร็จ สิ้นเงิน ๘๐,๖๓๐ บาทจากนั้น หลวงพ่อได้มา สร้างสะพานที่ ต.สันทราย อ.สารภี กว้าง ๘ศอก ยาว ๑๒ วาสิ้นเงิน ๔๘,๐๐๐ บาทต่อมาชาวบ้านป่าเดื่อได้อาราธนาหลวงพ่อให้มานั่งหนักเป็นประธานสร้างสถาน ต.ขัวมุง ยาว ๕๕ วา กว้าง ๘ ศอก ข้ามลำน้ำแม่ปิงเป็นเวลา ๔ เดือน ๑๕ วัน จึงเสร็จ สิ้นเงินประมาณ ๕๐,๐๐๐ บาทเศา ต่อมาก็ได้ไปนั่งหนักสร้างสะพานวัดชัยชนะ ต.ประตูป่าข้ามลำน้ำแม่ปิงยาว ๑๐ วา กว้าง ๘ ศอก ใช้เวลา ๑๐ เดือนสิ้นเงิน 30,000 บาทเศษ ต่อมาชาวบ้านริมปิง อ.เมืองลำพูนได้อาราธนาหลวงพ่อ ไปนั่งหนักสร้างสะพานให้อีกกินเวลา ๔ เดือน มีความยาว ๑๕ วา กว้าง ๘ ศอก ยังใช้อยู่ทุกวันนี้ จากนั้นหลวงพ่อก็ได้กลับวัดวังมุยและได้เริ่มงานสร้างสะพานหน้าวัดขึ้น มีความยาว ๑๒ ศอก กว้าง ๘ ศอกสิ้นเงิน ๓๐,๐๐๐ บาทเศษกินเวลา ๒ เดือนเสร็จสมบูรณ์พอดี หลวงพ่อได้กล่าวว่า ทุกครั้งที่ไปนั่งหนักเป็นประธานการสร้างสะพาน นายห้องบริษัทธานินท์อุตสาหกรรมจำกัด

จะส่งเงินมาร่วมสมทบทำบุญด้วยทุกครั้งเมื่อเสร็จกิจนิมนต์แล้ว หลวงพ่อได้กลับมายังวังมุย และได้ยืนหนังสือลาออกจากตำแหน่งต่างๆ ทุกตำแหน่ง เมื่อทุกอย่างเรียบกร้อยดีแล้ว หลวงพ่อได้ธุดงค์ต่อไปอีก ตั้งใจว่าจะขึ้นไปเหนือสุดของประเทศ โดยเริ่มธุดงค์ออกทางอำเภอห้างฉัตร เห็นองค์พระเจดีย์ปรักหักพังรู้สึกเศร้าเสียดายเป็นอย่างยิ่ง จึงได้พักอยู่เพื่อจะบูรณะซ่อมแซม เมื่อหลวงพ่อได้จัดทำพำนักเรียบร้อยแล้ว ก็เริ่มงานบูรณะองค์พระเจดีย์ทันที่ โดยมีชาวบ้านช่วยเหลือมากมายทั้งกำลังงานและทุนทรัพย์ ขณะที่บูรณะขุดวางรากฐานใหม่ ได้พบศิลาจารึกมีใจความว่า องค์พระเจดีย์นี้พระนางจามเทวีเป็นผู้สร้าง และจะมีพระสงฆ์ ๓ รูป มาบูรณะต่อเติม หลวงพ่อได้สอบถามชาวบ้านดูได้ความว่ามีพระมาบูรณะ ๒ องค์แล้ว หลวงพ่อเป็นองค์ที่ ๓ และขณะที่ขุดลึกลงไปใต้องค์ฐานพระเจดีย์ ได้พบไหซองใบใหญ่หนึ่งใบปิดปากแน่นหนา หลวงพ่อจึงได้สั่งให้ชาวบ้านนำขึ้นมาเก็บไว้ก่อน จะเชิญกำนันผู้ใหญ่บ้านหนองหล่มมาร่วมเป็นสักขีพยานในการเปิดออกดู เมื่อเชิญกำนันผู้ใหญ่บ้านและชาวบ้านมาพร้อมแล้วจึงได้เปิดไหออก ปรากฏว่าภายในมีแต่เบี้ยทั้งนั้น หลวงพ่อจึงได้สั่งให้ปิดปากให้สนิทแล้วนำลงฝั่งที่เดิม จากนั้นได้ขุดเพื่อวางรากฐานต่อไป ได้


พบสิ่งสำคัญอีกมากมาย ล้วนมีค่าทั้งสิ้น หลวงพ่อได้สั่งให้เทปูนซีเมสต์ปิดทับและหล่อคอนกรีตปิดฝัง
ไว้ให้แน่นหน้า เพื่อป้องกันของมีค่าอันเป็นสมบัติโบราณจะถูกขุดคุ้ยนำออกไปการบูรณะครั้ง นี้ใช้เวลาถึง ๓ เดือนเศษ จึงแล้วเสร็จหลวงพ่อได้สร้างศาลาขึ้น ๑ หลังด้วย จากนั้นก็ได้ธุดงค์ต่อไป โดยตั้งใจจะไปนมัสการพระบรมธาตุดอยตุง การธุดงค์ครั้งนี้มีสามเณรร่วมไปด้วย ๒ รูป และศรัทธาอีก ๑ คน ซึ่งขอติดตามท่านไป หลวงพ่อก็อนุญาตให้ติดตามไปด้วย โดยบอกให้เดินตามอย่างให้คลาดสายตา หลวงพ่อได้เดินธุดงค์ไปทางอำเภอเวียงป่าเป้า บุกป่า ผ่าดง ขึ้นเขา ลงห้วย ไปตามกำลังแรงศรัทธา และมีโอกาสหาความสงบวิเวก ในการปฏิบัติวิปัสสนากัมมัฎฐาน เข้านิโรธสมาบัติทบทวนวิชาความรู้ที่ได้ศึกษาร่ำเรียนมา และเป็นการแสวงธรรมแผ่เมตตาจิตแด่สรรพสัตว์ทั้งหลาย ขณะที่ธุดงค์ผ่านป่าทึบเวียงป่าเป้า ผ่านดอยนางแก้ว ได้พบรอยเท้าเสือขนาดใหญ่เท่าฝ่ามือ มีรอยเท้าเหยียบย่ำผ่านไปใหม่ๆ ซึ่งรอยน้ำขังยังขุ่นอยู่ หลวงพ่อได้แผ่เมตตาส่งกระแสร์จิตให้ โดยอธิษฐานว่า หากมีกรรมเก่าติดค้างมา ก็จะขอยอมเสียชีวิตเพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม หลวงพ่อได้เดินทางต่อไปจนทะลุป่าก็ไม่พบเสือตัวนั้นเลย

เมื่อถึงเชียงรายได้พักที่ป่าช้าเพื่อจะได้ธุดงค์ไปยังถ้ำปุ่ม ถ้ำปลา ต่อไป ขณะที่พักอาศัยอยู่นั้น ชาวบ้านได้นำอาหารมาถวาย และสอบถามหลวงพ่อว่า จะไปไหนต่อไป หลวงพ่อได้บอกตามเจตนาจะไปถ้ำ เพื่อนมัสการพระพุทธรูในถ้ำนั้น ชาวบ้านได้ขอร้องห้ามมิให้หลวงพ่อไป เพราะขณะนี้มีช้างตัวใหญ่กำลังตกมันอาละวาดอยู่ในป่า ซึ่งเป็นทางที่จะขึ้นสู่ถ้ำ และช้างตัวนี้ฆ่าคนมาแล้ว ขอหลวงพ่ออย่าเข้าไปเลย หลวงพ่อนิ่งคิดอยู่จนในที่สุดจึงได้กล่าวว่า อาตมาตกลงใจแล้วว่าจะต้องขึ้นไปบนถ้ำ เพื่อนมัสการพระพุทธรูปให้ได้ตามวันเวลาที่กำหนดไม่สามารถหยุดอยู่ได้ และอาตมาขอขอบใจมากที่ได้แจ้งข่าวบอกให้รู้ จากนั้นหลวงพ่อ สามเณรและผู้ติดตาม ได้ออกเดินทางเข้าป่าทันที ขณะที่ผ่านป่าหลวงพ่อได้ตั้งจิตภาวนา แผ่เมตตาจิตให้แก่ช้างตกมันเชือกนั้น และหลวงพ่อก็ได้พบช้างตัวนั้นกำลังอาละวาด พุ่งชนต้นไม้ใหญ่ที่ขวางหน้าอยู่ ขณะที่หลวงพ่อและคณะเดินเข้าไปใกล้ช้างตกมันตัวนั้นได้มองดูหลวงพ่อ และคณะที่กำลังเดินจะผ่านไป ช้างตกมันตัวนั้นกลับหันหน้าเข้าสู่กอไผ่ หันก้นให้พร้อมกับยืนนิ่ง พับใบหูไปๆมาๆอย่างสำราญใจ หลวงพ่อและคณะได้เดินผ่านไปอย่างปกติโดยไม่มีเหตุการณ์ใดๆ เกิดขึ้น หลวงพ่อไม่


พักที่ใดถึงแม้จะจวนค่ำมืดแล้วก็ตาม คงตั้งหน้าธุดงค์ไปให้ถึงถ้ำให้ได้ ด้วยจิตใจอันมั่นคงขณะเมื่อขึ้นสู่ปากถ้ำนั้น ได้พบฤาษี ๔ องค์ อาศัยอยู่บนถ้ำ เมื่อฤษีเห็นหลวงพ่อและคณะผ่านป่าขึ้นมาได้ จึงได้ไต่ถามว่า ขณะเดินผ่านป่ามาพบช้างตกมันอยู่หรือเปล่า หลวงพ่อตอบไปว่าพบ แต่ไม่เห็นเขาทำอะไรอาตมาเลย ฤาษีต่างอุทานออกมาด้วยความตกใจ เพราะช้างตัวนี้ตกมัน หนุ่มดุร้ายมาก และเมื่อเช้านี้เองมันยังไล่พวกฤาษีที่ออกไปหาอาหาร และมันทำไม่ถึงไม่ทำร้ายท่านเป็นเรื่องที่น่าแปลกมา พวกฤาษีที่อยู่บนถ้ำนี้ไม่สามารถออกไปติดต่อขอข้าวสารจากชาวบ้านมาเกือบ อาทิตย์แล้ว นับว่าเป็นเพราะบารมีของหลวงพ่อแก่กล้าจริงๆ ที่ผ่านมาได้ เมื่อรับฟังแล้วหลวงพ่อก็นิ่งเฉยเสีย จากนั้นหลวงพ่อได้นำสามเณรทั้งสองและผู้ติดตามไปฝากพระภิกษุชรา ผู้ดูแลรักษาวัดถ้ำเพื่อของฝากฝังศิษย์ไว้ด้วย จากนั้นได้บอกกล่าวแก่ศิษย์ว่า จะเข้าไปปฏิบัติธรรมในถ้ำ ๗ วัน ถ้าหากหลวงพ่อไม่กลับออกมาให้กลับวัดกันได้ ในย่ามมีเงินอยู่บ้างและกลับไปก็ไม่ต้องบอกกล่าวอะไรกับญาติโยมทั้งสิ้น เมื่อสั่งเสร็จเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อก็ครองผ้าใหม่เรียบร้อยพร้อมดอกไม้ ธูปเทียน ไม้ขีดไฟ และเอาน้ำใส่ในบาตรเข้าถ้ำไป

จากนั้นหลวงพ่อได้เข้านั่งบริกรรมสมาธิ ปฏิบัติธรรม และเข้าสู่นิโรธสมาบัติติดต่อกันจนครบ ๗ วัน ๗ คืน โดยมิได้ฉันอาหารใดๆเลย นอกจากน้ำในบาตรที่นำเข้าไปเท่านั้น เมื่อครบกำหนด ๗ วัน หลวงพ่อได้ออกจากนิโรธสมาบัติภายในก้นถ้ำปรากฏว่าจีวรสังฆาฏิที่ครองอยู่ เปียกชื้นหมด จึงได้ลูกเดินออกมาสู่ปากถ้ำ และได้อยู่ใกล้ปากถ้ำเพื่อปฏิบัติภาวนาทำนิโรธสมาบัติต่อเป็นวันที่ที่ ๘ ขณะที่เตรียมจัดนั่งเพื่อปฏิบัติธรรม หลวงพ่อได้เห็นหนูท้องขาวตัวใหญ่ตัวหนึ่ง ได้มาวิ่งวนรอบตัวหลวงพ่อ แล้วมาหยุดยืนยกขาหน้าขึ้น ต่อหน้าหลวงพ่อถึงสามครั้งสามหน แล้วก็วิ่งหนีหายเข้าถ้ำไป จากนั้นหลวงพ่อก็นั่งภาวนาทำนิโรธสมาบัติต่อไป พอสว่าง หลวงพ่อออกจากสมาธิญาณสมาบัติเดินออกจากถ้ำจะลงมาพบสามเณรและผู้ติดตาม ปรากฏว่าพระภิกษุผู้ชรา สามเณรทั้งสองและผู้ติดตามได้มายืนคอยอยู่แล้ว ต่างเข้าประคองหลวงพ่อลงไปและต้มข้าวถวายให้ฉันพร้อมกับพูดว่า หลวงพ่อจะเข้านิโรธสมาบัติก็ไม่บอกให้ผมรู้ด้วย จะได้บอกชาวบ้านเขามาเอาส่วนบุญด้วย หลวงพ่อก็ได้แต่นิ่งไม่กล่าวประการใด เมื่อได้ปฏิบัติธรรมเสร็จเรียบร้อยด้วยจิตใจอันอิ่มเอิบแล้ว หลวงพ่อก็ได้ธุดงค์ต่อไปยังพระธาตุดอยตุง ขณะที่ธุดงค์เข้าในป่าเขา ลึก

๑๐
เข้าไปจนรู้สึกว่า ไม่ผ่านพบผู้คนและบ้านเรือนเลย และเวลาก็ใกล้จะเพลแล้ว เกรงว่าสามเณรและผู้ติดตาม จะเกิดความหิวทนทานไม่ได้หลวงพ่อจึงตั้งจิตอธิษฐาน ด้วยกุศลเจตนาที่ได้เพียรปฏิบัติมขอให้ได้พบบ้านผู้คนด้วย หลังจากธุดงค์ไปอีกไม่นาน ก็พบบ้านหลังหนึ่ง มีชายชราสูงอายุผู้หนึ่งกำลังนั่งเหลาไม้อยู่ เมื่อได้เห็นหลวงพ่อและคณะจะธุดงค์ผ่านไป ก็รีบเข้ามานิมนต์ให้ฉันน้ำเสียก่อน จากนั้นก็รีบขึ้นบนเรือนจัดหาอาหาร นิมนต์หลวงพ่อ สามเณร ขึ้นบนเรือนฉันเพลทันที เมื่อฉันอาหารเสร็จแล้ว ก็ให้ศีลให้พรแก่ชายชราผู้นั้น ซึ่งทั้งบ้านไม่มีใครเลย คงมีชายชราผู้นี้แต่ผู้เดียว ชายชระผู้นี้ได้เรียนถามถึงการปฏิบัติธรรมเข้าสู่นิโรธสมาบัติได้ถึง ๗ – ๘ วัน โดยไม่อ่อนเพลียเช่นนี้ นับว่าหลวงพ่อมีบุญบารมีพลังจิตกล้าแข็งมาก ขอให้รักษาไว้ให้ดี เพื่อโปรดเมตตาต่อสัตว์โลกและมวลมนุษย์ จากการตั้งปัญหาถามเองและตอบเองนี้ ยังความประหลาดใจให้กับหลวงพ่อมาก

No comments:

Post a Comment